[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by ATOMYMAXSITE 2.5
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่
ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป  
English Chinese (Simplified) Chinese (Traditional) French German Italian Japanese Korean Portuguese Russian Spanish Vietnamese Thai     
ค้นหา   
เมนูหลัก
ประกาศต่างๆ ของ สพป.กระบี่

  

งานวิจัยการศึกษา
    เรื่อง : การพัฒนารูปแบบการสอนแบบซิปปาโมเดล

เจ้าของผลงาน : เตือนใจ ครองญาติ
อังคาร ที่ 17 เดือน เมษายน พ.ศ.2561
เข้าชม : 273    จำนวนการดาวน์โหลด : 0 ครั้ง
Not Rated stars เฉลี่ย : Not Rated จาก 0 ครั้ง.

บทคัดย่อ :
บทคัดย่อ
             
              การพัฒนารูปแบบการสอนคณิตศาสตร์แบบซิปปาโมเดล  ประกอบแบบฝึกทักษะ “สนุกคิดพิชิตโจทย์ปัญหา เพื่อส่งเสริมทักษะการคิด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา  (Research & Development)  โดยมีวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการสอนแบบซิปปาโมเดล  ประกอบแบบฝึกทักษะ “สนุกคิดพิชิตโจทย์ปัญหา” เพื่อส่งเสริมทักษะการคิด  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่1 2) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของรูปแบบการสอนแบบซิปปาโมเดล  ประกอบแบบฝึกทักษะ “สนุกคิดพิชิตโจทย์ปัญหา” เพื่อส่งเสริมทักษะการคิด  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์ 80/80  3) เพื่อศึกษาผลของการใช้รูปแบบการสอนแบบซิปปาโมเดล  ประกอบแบบฝึกทักษะ “สนุกคิดพิชิตโจทย์ปัญหา”  เพื่อส่งเสริมทักษะการคิด  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และ 4) เพื่อประเมินและปรับปรุงรูปแบบการสอนแบบซิปปาโมเดล  ประกอบแบบฝึกทักษะ “สนุกคิดพิชิตโจทย์ปัญหา”  เพื่อส่งเสริมทักษะการคิด  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/2  ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 35 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ด้วยการจับสลากรายชื่อห้องในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้วิจัยรับผิดชอบในการสอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่  1) รูปแบบการสอนแบบซิปปาโมเดล  ประกอบแบบฝึกทักษะ “สนุกคิดพิชิตโจทย์ปัญหา”  2) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 16 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากง่าย (p)  อยู่ระหว่าง 0.25 – 0.78  ค่าอำนาจจำแนก (r) ระหว่าง 0.22 – 0.61  และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.88  3) แบบสอบถามครูและผู้เชี่ยวชาญ  และ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน จำนวน 10 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าทีแบบไม่อิสระจากกัน (t – test Dependent) ค่าเฉลี่ย  () และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน(Standard  Deviation)  ผลการวิจัยพบว่า
              1. ผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการสอนแบบซิปปาโมเดล  ประกอบแบบฝึกทักษะ  “สนุกคิดพิชิตโจทย์ปัญหา”  เพื่อส่งเสริมทักษะการคิด  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  สรุปได้ดังนี้  1) ด้านครูผู้สอนเน้นการสอนแบบบรรยาย  2) ด้านผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ  3) ด้านสื่อและแหล่งเรียนรู้มีน้อยมาก  4) ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  5) ใช้รูปแบบการสอนแบบซิปปาโมเดลพัฒนาทักษะการคิด  และ 6) ประเมินผลให้หลากหลายตามสภาพจริง  มีรายละเอียดดังนี้
                1.1 ผลจากการวิเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง  เกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบการสอนแบบซิปปาโมเดล  ประกอบแบบฝึกทักษะ “สนุกคิดพิชิตโจทย์ปัญหา”  เพื่อพัฒนาทักษะการคิด  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  เป็นนวัตกรรมทางการศึกษาในรูปแบบหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้  โดยผ่านกระบวนการสอนแบบซิปปาโมเดล  ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  ผู้เรียนมีการแลกเปลี่ยนความรู้  จัดระเบียบความรู้เพื่อให้จำได้ง่าย  ด้วยการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะ  มีการทำกิจกรรมกลุ่ม  ดังนั้นจากการศึกษาแนวคิด  ทฤษฎี  เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมีส่วนอย่างมากในการพัฒนารูปแบบการสอนแบบซิปปาโมเดล  มีการพัฒนาขึ้นเป็นที่น่าพอใจ
                 1.2 ผลจากการศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการสอนแบบซิปปาโมเดล  ประกอบแบบฝึกทักษะ “สนุกคิดพิชิตโจทย์ปัญหา”  เพื่อพัฒนาทักษะการคิด  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 พบว่า 1) ด้านครูผู้สอนยังใช้การสอนแบบบรรยายถ่ายทอดความรู้ไม่เน้นทักษะกระบวนการเรียนรู้  2) ด้านนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ต่ำกว่าเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนดคือ  ร้อยละ 75 และขาดความสนใจในการเรียน 3) ด้านสื่อและแหล่งเรียนรู้ยังมีน้อยไม่มีประสิทธิภาพ
                 1.3 ผลการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ  จำนวน 5 คน  พบว่า  ความต้องการในการใช้รูปแบบการสอนแบบซิปปาโมเดล  ประกอบแบบฝึกทักษะ  ซึ่งเป็นวิธีการจัดกิจกรรมที่สามารถใช้สื่อการสอนอย่างหลากหลาย  มีการนำเสนอเนื้อหาเป็นระบบตามขั้นตอน  เพื่อนช่วยเพื่อนเกิดการปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันทั้งในและนอกห้องเรียน  มีดังนี้ 1) ความต้องการด้านรูปแบบการสอนแบบซิปปาโมเดล  ประกอบแบบฝึกทักษะ  เพื่อพัฒนาทักษะการคิด  มาใช้ในการจัดการเรียนรู้  2) ความต้องการด้านเนื้อหาที่มีปัญหาในการเรียนรู้ของนักเรียนมาใช้กับรูปแบบการสอนแบบซิปปาโมเดล  3) ความต้องการด้านการจัดกิจกรรมเน้นทักษะกระบวนการนำเสนอเนื้อหาตามลำดับขั้นตอนอย่างเป็นระบบเพื่อจัดระเบียบความคิดของนักเรียน  4) ความต้องการด้านการใช้สื่อและแหล่งเรียนรู้เพื่อให้นักเรียนสามารถองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง  เกิดทักษะและประสบการณ์จากการฝึกทักษะการคิดด้วยรูปแบบการสอนแบบซิปปาโมเดล  5) ความต้องการด้านการวัดและประเมินผลตามสภาพจริงที่มีความหลากหลาย  และความสอดคล้องกับรูปแบบการสอนแบบซิปปาโมเดล  ทั้งแบบทดสอบหรือชิ้นงาน/ภาระงานของนักเรียน  6) ความต้องการจัดการเรียนรู้เน้นทักษะกระบวนการและการฝึกปฏิบัติจริง  แลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน  ด้วยรูปแบบการสอนแบบซิปปาโมเดล  และ 7) ความต้องการด้านระยะเวลา  ซึ่งการจัดการเรียนรู้แต่ละครั้งไม่ควรเกิน 1 ชั่วโมง  โดยเฉพาะเด็กเล็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
2. รูปแบบการสอนแบบซิปปาโมเดล  ประกอบแบบฝึกทักษะ “สนุกคิดพิชิตโจทย์
ปัญหา”  เพื่อส่งเสริมทักษะการคิด  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  มีประสิทธิภาพ 87.21/84.95  ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนการสอน 6 ขั้นคือ  1) ขั้นสร้างความรู้/ทบทวนความรู้เดิม  2) ขั้นศึกษาหาความรู้ใหม่  3) ขั้นแลกเปลี่ยนความคิดเห็น  4) ขั้นสรุปผล/แสดงผลงาน  5) ขั้นประยุกต์นำไปใช้
 3. ผลการใช้รูปแบบการสอนแบบซิปปาโมเดล  ประกอบแบบฝึกทักษะ
“สนุกคิดพิชิตโจทย์ปัญหา”  เพื่อส่งเสริมทักษะการคิด  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
 4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน  โดยใช้รูปแบบการสอนแบบซิปปาโมเดล 
ประกอบแบบฝึกทักษะ “สนุกคิดพิชิตโจทย์ปัญหา”  เพื่อส่งเสริมทักษะการคิด  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  โดยรวม อยู่ระดับมาก ( = 4.46) และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้รูปแบบการสอนคณิตศาสตร์สร้างสรรค์เกือบทุกข้ออยู่ในระดับมาก และข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ สามารถนำความรู้ที่ได้รับจากการเรียนไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ( = 4.83) รองลงมาคือ รูปแบบการสอนมีความเหมาะสมในการนำมาใช้ส่งเสริมทักษะการคิด ( = 4.60) และส่งเสริมให้นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์ในการจัดแสดงผลงาน ( = 4.57) ตามลำดับ




งานวิจัยการศึกษา 5 อันดับล่าสุด

      การพัฒนาหนังสืออ่านเพิ่มเติม ชุด เด็กดีวิถีพอเพียง 7/ส.ค./2561
      รายงานผลการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน เรื่อง การวัด การชั่ง และการตวง 7/ส.ค./2561
      การพัฒนารูปแบบการสอนตามแนวคิดซิปปาโมเดล ประกอบแบบฝึกทักษะ 7/ส.ค./2561
      การพัฒนารูปแบบการสอนสังคมศึกษา ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้สมองเป็นฐาน 7/ส.ค./2561
      รายงานผลการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ระบบจำนวนเต็ม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2/ก.ค./2561


กำลังแสดงหน้าที่ 1/0 ->
<< 1 >>



ชื่อ/Email :
ใส่รหัสที่ท่านเห็นลงในช่องนี้
ความคิดเห็น :


กรุณาใช้คำพูดที่สุภาพ และอย่าใช้คำพูดที่พาดพิงถึงบุคคลอื่นให้เสียหาย ขอขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ


ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของระบบไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งที่ kerdsuk8@gmail.com เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป